Vietnam in Motion 2018

January 5, 2019    Vietnam Travel

เวียดนามใต้จรดเหนือ 9 วัน 8 คืน งบไม่เกิน 14k หลังจากที่เตรียมตัวสอบซึ่งเป็นอะไรที่ดูดชีวิตมัธยมปลายไปอย่างมหาศาล เราจึงต้องหาอะไรทำ(ไปเที่ยว เย่เย่) เพื่อนโรงเรียนผมส่วนใหญ่หลังสอบเสร็จก็จะมีประเทศที่ไปกัน 3-4 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น เกาหลี เกาะฮ่องกง ไต้หวัน ซึ่งประเทศแบบนี้ผมมองว่ามันเป็นประเทศที่สามารถเที่ยวด้วยตัวเองได้ ราคาแพงหน่อยแต่มีระบบขนส่งสาธารณะอะไรเรียบร้อย ไปง่าย อยู่ง่าย รถไฟตรงเวลา อากาศเย็น คนไม่โกง ซี่งทั้งหมดนี้ ไม่สามารถหาได้เลยในเวียดนาม​ 55555555

ผมชวนเพื่อนไปประมาณ 5-6 คน แต่สุดท้ายตกลงไปแค่ 2 คน โดยพวกที่ถอดใจคือเวลาไม่ได้ กับยอมรับความลำบากไม่ไหวอีกส่วนหนึ่ง ทริปนี้เริ่มขึ้นในช่วงเดือนกุมพาพันธ์-มีนาคม 2018 เป็นช่วงเทศกาลการสอบรัวๆของเด็กม. 6 ไม่ว่าเป็น โอเน็ต Gat-Pat 9 วิชา ทุกอย่างถาโถมเข้ามาช่วงนี้ ซึ่งคงไม่มีใครว่างคิดหรือทำอะไรทั้งนั้น ดังนั้นเพื่อเป็นการมัดใจเพื่อนเราจึงทำการซื้อตั๋วเครื่องบินกันก่อน 555555555555

นั้นหมายความว่าก่อนการเดินทาง 3 วัน คำว่าแผน หรือกำหนดการเราไม่มีอะไรทั้งนั้น เรามีแค่ตั๋วเครื่องบินไปกลับ (ต้องขอขอบคุณเพื่อนๆ ฮอตและฮิมมี่ ที่ช่วยกันวางแผน ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่คนใดคนหนึ่ง ดังนั้นก่อนวันบิน 2 วัน แผนทุกอย่างจึงเกิดขึ้นโดยนัดเพื่อนทั้ง 2 คนมานั่งคุยราวๆ 5-6 ชม แลกเงินอะไรเสร็จสรรพ อีกวันเราก็เดินทางกันเลย) โดยปกติแล้วผมไม่อยากเขียนแผนการเดินทางเพราะรู้สึกว่าหาได้ทั่วไปตามหนังสือหรือ Pantip แต่แพลนที่พวกผมทำนั้นแปลกจากหนังสือเที่ยวส่วนใหญ่ที่เที่ยวกันแค่เวียดนามเหนือ 5 วัน หรือเวียดนามใต้ 4 วันอะไรทำนองนี้ แต่เราจัดทีเดียว 9 วันเที่ยวครบเวียดนาม ใต้จรดเหนือโดยไม่มีเครื่องบินในประเทศด้วย จึงหวังว่าเอามาโพสไว้น่าจะมีใครไฟแรงเอาไปทำตามบ้าง

#Day1 21/3/18

19181 steps/12.6 km

นั่งเครื่องบินจากสนามบินดอนเมืองถึงไซง่อน ผ่านต.ม. เวียดนาม (เป็นต.ม.ที่ผมเกลียดที่สุด ไม่รู้ว่าพี่ไปเกลียดใครมา เหมือนหลุดมาจากเกาหลีเหนือ แล้วคิมจองอึนสั่งว่าถ้ายิ้มจะถูกลากไปฆ่า) ออกมาซื้อซิมที่สนามบิน คำแนะนำคือ ให้เดินดูให้ทั่วๆ จะมีร้านตั้งอยู่ราวๆ 10-15 ร้าน ทุกร้านก็จะกวักมือเรียกเราตลอด ให้เพื่อนๆที่ไปด้วยกันกระจายตัวไปสืบราคามาให้ครบๆ ซึ่งเครือข่ายที่ผมเลือกคือ Vinaphone 30 วัน 9GB (ทีแรกคิดว่าเหลือแน่ๆ สุดท้ายคือหมดพอดีตอนวันสุดท้าย 9GB 9 วัน คือราคาของแต่ละแพคเกจมันไม่ต่างกันมาก เพราะฉะนั้นเราก็เลยเลือกกันเยอะหน่อย) แนะนำว่าถ้าไปหลายคนอาจมีคนนึงที่ซื้อซิมที่สามารถโทรได้ เผื่อฉุกเฉินต้องโทรหาโรงแรม, หรือทัวร์บางทัวร์อาจมีการโทรมาคอนเฟิร์มวันเวลา Pick up ของเราก็มี ส่วนการโทรหาเพื่อนด้วยกันเราก็ใช้ Line ตลอด การเดินทาง การโทรกลับไทยเราก็ใช้ Line Call เริ่มทริปด้วยการขึ้นรถเมลล์สาย 152 ใครที่มีสัมภาระใบใหญ่เช่น เป้ Backpack, กระเป๋าเดินทางอาจโดนคิดราคา 2 เท่าเป็นเรื่องปกติ ให้ระวังให้ดี มันจะมีรถเอกชน คอยกวักมือเรียกว่า เซมๆ เหมือนกันเลย ขึ้นมา มามะ เหมือนคันนู้นเลย ก็อย่าไปขึ้น ไม่รู้ขึนไปจะฟาดราคาเท่าไร

ถึงฟามงูเหลาราวๆ 11.00 เอาของเข้าที่พัก วันนี้เราพักกันที่ Ngoc Thao Guest house พนักงานดี แต่ห้องไม่ได้ดีมาก ถือว่าสมราคา ติดต่อซื้อทัวร์อุโมง Cu Chi Tunnel ซึ่งเป็นสถานที่ทำสงครามเวียดนามจริงๆ ในทัวร์จะมีรถพาไป-กลับ ไกด์คนเวียดนาม ออกจากที่พักเดินหาของกิน ได้อาหารเวียดนามมื้อแรกคือ KFC 5555555555

หลังกินอิ่มแล้ว เดินหาบริษัทท่องเที่ยว The sinh tourist เพื่อจัดการซื้อตั๋วสำหรับการเดินทางทุกอย่างในเวียดนาม ปกติตามหนังสือท่องเที่ยวเวียดนามต่างๆที่ขายกันตามร้านหนังสือจะซื้อตั๋วเป็นเที่ยวๆ จากที่หนึ่งไปที่หนึ่ง แต่เนื่องจากทริปนี้ 9 วันเราเที่ยวตั้งแต่เวียดนามใต้ไปเวียดนามเหนือ แบบไม่พึ่งเครื่องบินจึงจัดการซื้อแบบเป็นแพคเกจของบริษัท the sinh tourist ซึ่งเริ่มเดินทางจาก Ho chi minh->Mui ne->Na trang->Hoi An-> Hue->Hanoi ซึ่งตรงตามจุดประสงค์ที่เราต้องการพอดี เที่ยวทั้งประเทศ ไม่พึ่งเครื่องบิน สำหรับเวลาการเดินทางต่างๆสามารถหาได้ในเว็บ the sinh tourist ได้เลย ให้ตรวจเช็คตั๋วการเดินทางที่ได้จากการซื้อให้ดี(สำคัญมาก) เพราะในทริปผม อีคนออกตั๋วออกผิดไปเที่ยวนึง ทำให้เกือบทำทริปพังทั้งทริป หลังจากเราซื้อการเดินทางในเวียดนามแล้ว เราก็ซื้อ jeep tour จากบริษัท the sinh tourist ต่อให้มารับเราไปทะเลทรายที่มุยเน่ในวันรุ่งขึ้นด้วย คำว่า Jeep tour ก็แค่เป็นรถ Jeep มารับ-ส่งเราที่โรงแรมกับทะเลทรายเท่านั้น ไม่ได้เป็นไกด์ให้เรา เราต้องจัดการตัวเอง แต่ระยะทางระหว่างตัวเมืองกับทะเลทรายขาว ค่อนข้างไกลมากจึงแนะนำให้ซื้อทัวร์เท่านั้น notredam gif ที่ทำการไปรษณีย์กลาง หลังจากเราซื้อทุกอย่างที่จำเป็นเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกไปหาที่เที่ยวในไซง่อนต่อ ซึ่งใช้คำว่าไม่ค่อยมีอะไรเท่าไร เป็นเมืองที่ไม่ได้น่าสนใจ สกปรก เหม็น เสียงดัง ลำดับที่เที่ยวของผมคือ War museum->Notredam cathedral (ซึ่งปิด)->ที่ทำการไปรษณีย์กลาง หาข้าวกิน หลังจากนั้นก็กลับ hostel นอน (เนื่องจากเป็นผู้ชายบึกบึน(?) ซึ่งกลัวการโดนโกงมากในเวียดนามการเดินทางทุกอย่างในไซง่อนเราใช้เท้าเดิน ใครจะทำตามก็หารองเท้าดีๆมานะครับ 5555555555)

Day2 22/3/18

12214 steps/7.9 km

กินอาหารเช้าที่ทาง hostel จัดเตรียมไว้ให้ และไปทัวร์อุโมง Cu chi ที่เราได้ทำการซื้อทัวร์ไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ทั้งวันหมดไปกับการทัวร์อุโมงที่ไม่มีอะไรเลย หลังจากทัวร์กลับมาส่งเราที่ไซง่อนก็เดินหาของกินแถวที่พัก แล้วกลับไปขึ้นรถทัวร์เพื่อไปถึง muine(เมืองทะเลทราย) ตอนเช้า รูปภาพในอุโมง คำแนะนำคือ สำหรับคนที่ไม่ค่อยสนใจประวัติศาสตร์เท่าไร ให้อยู่โฮจิมินแค่ 1 วันพอ หรือถ้าทำได้ก็ครึ่งวันไปเลย เป็นเมืองที่ไม่มีอะไร สกปรก เสียงดัง คนแย่ ผมกับเพื่อนได้ลงความเห็นกันแล้วว่าถ้าเวียดนามไม่มีสงครามเวียดนาม ประเทศเวียดนามนี้จะไม่มีอะไรให้เที่ยว แบบไม่มีเลย ทุกอย่างดูไม่มีอะไรไปหมด ความสวยงามอะไรก็ไม่มี

Day3 23/3/18

17381 steps/11.8 km

เรานั่งรถทัวร์ถึงมุยเน่เวลาประมาณตี 1 Check-in ที่โรงแรม Volga hotel ใกล้ๆกับ the sinh tourist ถึงที่พักอาบน้ำนอนกันก่อน เนื่องจากอีกวันเราซื้อ Jeep tour ไว้ตอนบ่าย ดังนั้นเราจะมีเวลาว่างกันทั้งเช้า พวกผมได้เช่าจักรยานในระแวกที่พัก แล้วปั่นเล่นระยะทางหลายสิบโล (ให้พกครีมกันแดด SPF หนาๆไปด้วย) หลังจากกินข้าวอะไรกันเสร็จตอนบ่ายเรารอ Jeep tour มารับเราที่โรงแรม ความสนุกจึงเริ่มต้นขึ้น อินเพื่อนและ Jeep Jeep tour จะพาเราไปน้ำตก Fairy Steam ก่อน ซึ่งทีแรกผมไม่เห็นในทัวร์ และไม่ได้อยู่ในแผน ทำให้เมื่อเราลงไปก็เลยโดนโกงครั้งแรกตั้งแต่ฝากรองเท้าก่อนเลย ต่อมาเมื่อเดินๆอยู่ก็มีไกด์เถื่อนมาตีสนิททำความรู้จัก และเรียกเก็บเงินแพงมากตอนสุดท้าย คือเรื่องไกด์เถื่อนและฝากรองเท้า มีอยู่ในหนังสือท่องเที่ยวด้วย แต่เผอิญว่าทีแรก Fairy Steam ไม่อยู่ในแผนเลย เลยลืมที่จะดาวน์โหลดข้อมูลเรื่องนี้ลงหัวสมอง แถมก่อนจะลงไปคนขับรถ Jeep ก็ย้ำนักย้ำหนา ว่าถ้ามีไกด์มา ไม่ต้องให้เงิน ไม่ต้องคุยกับมัน คือเพียงเราเมินเค้าเป็นอากาศธาตุเดียวเค้าก็เปลี่ยนเป้าหมายไปเอง และนะนำอีกอย่างคือให้ใส่รองเท้าแตะไป หรือไม่ก็หยิบไปด้วย ไม่งั้นต้องเสียค่าฝากรองเท้าที่คนรับฝากก็น่าจะเป็นเจ้าเดียวกับไกด์เถื่อนนั้น การโดนโกงครั้งแรกในเวียดนามก็โดนเไปเหนาะๆ เกือบ 500 บาท เกือบแพงกว่า Jeep tour ทั้งวันอีก หลังจากผ่าน Fairy Steam ไป ก็ได้ไปหยุดที่ White sand dune ซึ่งเป็นไฮไลต์ที่สวยที่สุดในเที่ยวครั้งนี้ แนะนำว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาดในเวียดนามใต้ ก่อนไปแนะนำให้เอาโทรศัพท์ใส่ซองกันน้ำ กล้องถ้าไม่มั่นใจก็ไม่ต้องหยิบออกมา ลมที่พัดผ่านนั้นเปรียบเหมือนมีดกรีดผิวเราจริงๆ และโบกครีมกันแดดไปเยอะๆ ไม่งั้นผิวลอกแน่ๆ รุป white sand dune หลังจากหมดเวลากับ white sand dune แล้ว คนขับ Jeep พาเราไปส่งที่ทะเลทรายแดง หรือ red sand dune ซึ่งถึงจะไม่สวยเท่าทรายขาว แต่ก็มีพระอาทิตย์ตกให้เราดูงามๆ รูปพระอาทิตย์ตก หลังจากเที่ยวทะเลทรายทั้งสองที่เป็นไฮไลต์ของทริปแล้ว Jeep พาเรากลับไปส่งที่โรงแรม อาบน้ำ นอนพักอีกครึ่งคืน เพราะตีหนึ่งของวันถัดไป เราต้องขึ้นรถทัวร์เพื่อไป Nha trang

Day4 24/3/18

18992 steps/ 12km

เวลา 00.10 ความชิบหายของทริปนี้เริ่มบังเกิด เมื่อสังเกตเห็นว่า อีคนซื้อตั๋วรถ the sinh ทัวร์ดันจองให้เราผิด ในตอนแรกผมเกือบถอดใจกลับโรงแรมแล้ว แต่ฮิมมี่ก็บอกว่า รอไปอีกหน่อย สุดท้ายรถก็มา ไปทะเลาะกับพนักงาน the sinh ว่าอีป้านั้นดันจองตั๋วให้เราผิด สุดท้ายแล้วก็ได้ขึ้นรถเพราะมีคนลงที่สถานี Nha Trang พอดี เป็นประสบการณ์ที่แย่ที่สุดในทริปนี้ เวลาประมาณ 6.00 เราถึง Nha trang ทุกคนกระโดดลงจากรถ ฝากกระเป๋าไว้ที่ The sinh office แล้วหยิบกล้องออกไปถ่ายพระอาทิตย์ขึ้นที่ชายหาดริมทะเลกัน รูปพระอาทิตย์ขึ้น เนื่องจากวันนี้เป็นวันที่แทบจะว่างที่สุดของทริป ไม่มีอะไรทำมากๆ จึงไปเดินหาร้านเกม ร้านเน็ตในเมือง Nha trang (5555555555) พอใช้เวลาในร้านเน็ตไปหน่อย ก็เริ่มตระหนักได้ว่านี่เรามาเที่ยว ไม่ได้อยู่กรุงเทพ อห 5555555 ออกไปหาที่เที่ยวดีกว่า เริ่มการเที่ยวเมืองญาจางด้วยนั่งแทกซี่ครั้งแรกไปวัด ไปโบสถ์ต่างๆในญาจาง ซึ่งโบสถ์ปิด ส่วนวัดเข้าไม่ได้ เพราะกางเกงขาสั้น จบ จบ จบ 55555555555 ก่อนจะถึงเวลา 1900 ที่เป็นเวลาขึ้นรถบัสไปฮอยอัน ก็หาข้าวเย็นกิน มื้อนี้เป็นมื้อที่ผมและเพื่อนๆลงความเห็นกันว่าอร่อยที่สุดรองจากมื้อแรก ซึ่งก็คือ Pizzahut (เพื่อไม่ให้เสียว่าเรามาเที่ยวและกินแต่อาหารตะวันตก เราจึงสั่งพิซซ่า หน้าที่มีแค่ในเวียดนามเป็นการปลอบใจตัวเอง (โถ่วววว)) รูป Pizzahut พูดได้เลยว่าอาหารเวียดนามนี่นอกจากแดกหมาแล้วยังหมาไม่แดกอีก กินยังไงก็ไม่อร่อยจริงๆ ส่วนการเลือกแทกซี่ เราเลือกขึ้นแต่คันสีเขียวๆ ของบริษัท Malin เพราะเห็นหลายคนบอกว่าไม่โกง

Day5 25/3/18

ถึงฮอยอันราวๆ 6 โมงเช้าด้วยรถทัวร์จากบริษัท the sinh tourist เช่นเดิม เข้าไปฝากกระเป๋าที่ Hostel Hoi Pho แล้วออกมาหาที่เที่ยว เดินเล่น เช่าจักรยาน กินข้าวเช้าแบบคน local ข้าวเช้าแบบ local หลังกินข้าวเสร็จปั่นจักรยานสำรวจเมืองฮอยอัน เมืองค่อนข้างเล็ก เปรียบได้เหมือนสยาม เวนิส เยาวราชรวมกัน หาที่ มุมถ่ายวีดีโอต่างๆ ไปติดต่อซื้อทัวร์หมู่บ้าน Bamboo ตอนบ่ายกับ The sinh tourist เช่นเดิม ต่อจากนั้นเนื่องจากความเหนื่อยสะสมจากการนั่งรถทัวร์ เลยไปนั่งชิวๆ ที่ร้านกาแฟแถวฮอยอันราวๆชั่วโมงกว่าๆ รูป chill vibe at hoi an ต่อจากนั้นเข้าไปเก็บกระเป๋าที่ๆพัก แล้วมีแทกซี่มารับ ในรถก็มีฝรั่งนั่งมาด้วยคนนึง ให้ไปเจอกับไกด์ ไกด์จะพาเราเดินตลาดเพื่อดูว่าวันนี้ตอนเย็นเราจะใช้อะไรทำอาหารบ้าง ขึ้นเรือ ล่องแม่น้ำ ผ่านจากเรือลงเรือไม้ไผ่ ระหว่างทางเราก็ชวนเขาคุยบ้างอะไรบ้างดูเป็นคนขี้อายมาก 5555555 พายวนๆชมวิว ดูคนตกปลา ถือว่าเป็นไฮไลต์เล็กๆของทริปนี้ลองจากฮาลองเบย์ และทะเลทราย รูปคนเหวี่ยงแห รูปตอนอยู่บนเรือ หลังจากนั้นขึ้นบก เขาจะสอนเราทำอาหารเวียดนาม สอนเราทำ 2-3 อย่าง แบบจับมือทำ พอทำเสร็จก็ให้เรากินของที่เราทำ กินไปคุยนู้นนี้ไปเรื่อย เสร็จแล้วราวๆ 6 โมงครึ่งก็มีแทกซี่มารับส่งเรากลับโรงแรม ถือว่าเป็นทัวร์ที่คุ้มอันนึง สำหรับ half day ใช้คำว่า recommend เลย หลังกลับโรงแรมทีแรกผมจะออกไปถ่ายต่อ แต่ด้วยความเหนื่อยก็หลับไปตอนไหนไม่รู้ ส่งเพื่อนออกไปถ่ายแทน 55555555 ฮอยอันตอนกลางคืนสวยมาก อยากถ่ายอะไรสวยๆก็ให้ไปถ่ายตอนกลางคืน

Day6 26/3/18

วันนี้ตกลงกับเพื่อนๆว่าจะตื่นสาย เลยตื่นกันประมาณ 8โมง อาบน้ำไรให้เสร็จ กินข้าวเช้าด้วยอาหารแบบคน local รูปอาหารแบบ คน local เช่นเดิม เรียบร้อยออกไปชมวัดซึ่งเมื่อวานได้ปั่นจักรยานสำรวจกันเรียบร้อยแล้ว เพื่อนโดนโกงจากคนเวียดนามครั้งที่ 2 โดยการให้ซื้อผลไม้ 1 ถุง ในราคาราวๆ 150 บาท!! ดังนั้นจึงแนะนำทุกคนอีกครั้งว่าหากเจอใครมาคุยด้วย ไม่ว่าจะเป็นแทกซี่ แม่ค้า ไกด์ท้องถิ่น ใครที่พูดว่าฟรีทั้งหลายเชื่อไม่ได้ทั้งหมด ทุกคนตั้งใจมาโกงทั้งนั้น เพื่อความปลอดภัยของเงินในกระเป๋าให้ทำเป็น ignore เหมือนเค้าไม่มีตัวตนห้ามสบตา และห้ามตอบเด็ดขาด ถ่ายรูปสตรีทในเมืองเสร็จก็หมดเวลาต้องขึ้นรถจากบริษัท The sinh tourist เพื่อไปเมืองเว้ต่อไป เราถึงเว้ตอนเย็นๆ พักที่โรงแรม Serene shining hotel ซึ่งเป็นโรงแรมที่หรูที่สุดตั้งแต่มาในทริปนี้ ทุกอย่างเพอเฟก แลกกับการเดินไกลหน่อย แต่ทุกอย่างโอเคมากจริงๆ เริ่มตั้งแต่เราเหยียบบรรไดขึ้นโรงแรมก็มีพนักงานมาช่วยขนกระเปา นั่งรอเช็คอินปั้บมีผ้าเย็นกับน้ำแตงโมปั่นมา มีคนแบกของไปไว้ให้ที่ห้อง พนักงานโอเค reception คุยภาษาอังกฤษได้ดีที่สุดตั้งแต่เจอคนเวียดนามมา ถ้าไม่นับว่าสถานที่ไกลปืนเที่ยงนิดหน่อยแล้ว ถือว่า reccommend โรงแรมนี้มาก เราเดินออกไป Night market กินข้าว ถ่ายรูปเล่นกันนิดๆหน่อยๆ แล้วเข้ามาพักที่โรงแรมต่อ รูปอาหาร Night Market รูปสะพานตอนกลางคืน

Day7 27/3/18

ตื่นเช้ามากินข้าวเช้าที่โรงแรม ซึ่งนับว่าเป็นอาหารเช้าที่โอเคที่สุดมื้อนึงในเวียดนาม ลักษณะบุฟเฟ่ แต่อร่อยมาก หลังจากจัดการอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว ก็เป้ขึ้นหลัง เดินไปพระราชวังเว้ ซึ่งเป็น attraction point สำคัญที่สุดของเมืองเว้ hyperlapse วังเว้ gif เดินเล่น ถ่ายรูป hyperlapse ต่างๆ ก็หมดเวลา แต่ถือว่าพระราชวังเว้ถึงแม้จะไม่ได้เลิศหรูอลังการมาก แต่ก็นับว่าไม่ควรพลาด จุดที่สวยที่สุดของวังเว้ คือรั้ววังข้างนอก (ไม่ต้องซื้อบัตรก็ได้ 555555) ข้างในมีตำหนักโง่ๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไร สุดท้ายก่อนจะออกมาก็ขอกระโดดเอาฤกษ์เอาชัย ว่าเราได้มาที่นี้แล้วสักหน่อย รูปกระโดดวังเว้ หลังจากผ่านวังเว้ไป ก็หมดเวลา ต้องรีบเดินไปอาบน้ำ เอากระเป๋าที่โรงแรม และขึ้นรถระยะทางยาวนานที่สุดจากเว้ไปฮานอย รวมระยะทางเกือบ 700 กิโลเมตร

Day8 28/3/18

ถึงเมืองฮานอยตอนเช้า เราเอากระเป๋าฝากไว้ที่โรงแรม Prince II Hotel รอทัวร์ฮาลองเบย์มารับ (ทัวร์นี้เราติดต่อซื้อไว้กับ Klook เนื่องจากค่อนข้างมั่นใจว่าตอนเช้าไป บริษัท the sinh น่าจะยังไม่เปิด ซื้อไม่ทันแน่ๆ เราไม่อยากเสี่ยง) หลังจากรอรถมารับก็นั่งรถไปราวๆ 4 ชั่วโมง ก็จะถึงท่าเรือฮาลอง ซึ่งฮาลองนับว่าเป็นไฮไลต์ที่สวยรองจากทะเลทรายขาวเมื่อวันแรกๆเลย ไกด์ยังพูดว่าถ้าไม่ได้มาที่นี้ก็เหมือนไม่ได้มาเวียดนามจริงๆ เที่ยวกับทัวร์ นั่งเรือ Cruise ชมเกาะต่างๆ ซึมซับบรรยากาศ แวะเกาะอะไรสักอย่างที่ดูไม่ค่อยมีอะไร นั่งเรือ Bamboo ต่อเล่นๆ ถ่ายรูปต่างๆเรือก็พาเรากลับ ขึ้นรถทัวร์กลับโรงแรม เหมือนเสียเวลาทั้งวันไปกับการนั่งรถทัวร์ ไป 4 กลับ 4 เที่ยวแปปเดียวก็หมดวันแล้วจริงๆ รูป Halongba

Day9 29/3/18

เปิดวันมาด้วยไข้ขึ้น ทำให้ทริปวันสุดท้ายของผมไม่ค่อยสนุกนัก กินข้าว Breakfast ที่โรงแรมจัดไว้ให้ เนื่องจากเป็นวันกลับ เราจึงเที่ยวได้แค่ภายในตัวเมือง Hanoi (การเดินทางไปที่ต่างๆจึงอยู่ที่การเดินทั้งหมด) ไปทะเลสาบ Hoan Kiem ซึ่งเมื่อข้ามสะพานแดงไปก็จะเป็นวัดอยู่ข้างใน รูปทะเลทราบ Hoan Kiem ไป Operahouse (ซึ่งไม่มีอะไร) ไปโบสถ์ St Josepth (ซึ่งก็ไม่มีอะไร) รุปโบสถ์ ไปซื้อบัตรชมโชว์หุ่นกระป๋อง Water Puppet (ซึ่งโคตรไม่มีอะไร ผิดหวัง) คือแบบคนที่ไปดูร้อยละร้อยเป็นคนต่างชาติ แต่ตอนพากย์ตอนโชว์กลับใช้ภาษาเวียดนาม คงหวังให้คนโชว์เข้าใจกันเองอย่างเดียว หลังจากผิดหวังกับสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในฮานอยแล้ว เราก็ขึ้นรถแทกซี่เพื่อไปสนามบิน Noibai รอขึ้นเครื่องกลับ กทม. รูปกระโดดที่สนามบิน ก็สรุปคร่าวๆว่า การเดินทางส่วนใหญ่ในเวียดนามของเราอาศัยบริษัททัวร์ The sinh tourist เป็นส่วนใหญ่ หากเป็นการเดินทางในตัวเมืองเราเลือกที่จะเดิน หรือเป็นจักรยานในเมืองที่รถไม่เยอะมากแบบมุยเน่ หรือฮอยอัน (เนื่องจากเป็นเยาวชนทั้ง 3 คน จึงไม่เช่ามอเตอร์ไซ) การจองโรงแรมก็จองผ่านช่องทางปกติคือ Agoda, หรือไม่ก็ Hostelworld เปิดดูว่าตรงไหนใกล้ๆกับบริษัท The sinh tourist และรีวิวไม่แย่มากเพื่อให้สะดวกต่อการเดินทาง ไปเที่ยวกับเพื่อนครั้งนี้เราไปลักษณะของการเก็บ Quest คือไปให้ครบ เพราะฉะนั้นก็อาจไม่ได้ใช้เวลาซึมซับวัฒนธรรมต่างๆมากนัก และด้วยความเหนื่อยเพลียสะสมอาจะทำให้ความสนุกในการเที่ยวลดลง (จริงๆแต่ละอย่างมันอาจจะว้าว สำหรับคนอื่นก็ได้ เราแค่อาจจะเหนื่อย) ก็ใครจะตามรอยทริปเวียดนามทรหดของเรา ก็เอาไปเป็นแบบอย่างได้ มีข้อสงสัยอะไรถ้าไม่ลืมก็จะพยายามตอบให้ครับ